The New Isuzu MU-X พาไปที่แห่งความทรงจำของระยองชุมชนเก่าแก่ 2 แห่ง ประแสและถนนยมจินดา

1592 Views 0 Comment
NLP_2706

GOOD OLD DAYS IN RAYONG

 

“ผู้ที่จะรักษาความเป็นไทยได้มั่นคงที่สุด ดี และเหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอื่นนอกจากคนไทย

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใด คนไทยมีหน้าที่ต้องรักษาความเป็นไทยเสมอ”

 

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระราชทานแก่สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗

 

ระยองเป็นจังหวัดที่ผู้คนมักจะนึกถึงทะเลและผลไม้ แต่ในยุคที่คนเมืองตามหา Slow Life อะไรที่มีคำว่าย้อนยุค เก่าแก่ โบราณ ดั้งเดิมร้อยปี ฯลฯ กลายเป็นสิ่งที่ฮอตฮิต ระยองเองก็มีเรื่องราวทั้งเก่าและใหม่ รอให้นักเดินทางไปค้นพบ แหล่งกักเก็บความทรงจำของระยองที่ต้อนรับนักเดินทางไม่ขาดสาย คือ ชุมชนเก่าแก่ 2 แห่ง ประแสและถนนยมจินดา ความงามจากธรรมชาติและจากไมตรีของผู้คน สำหรับให้ผู้คนเข้าไปทำความรู้จักกับชีวิตในอดีตอันเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ที่โยงมาถึงชีวิตในปัจจุบัน โดยมี The New Isuzu MU-X เป็นยานพาหนะเคียงคู่ความมั่่นใจตลอดเส้นทาง

NLP_2685

GOLDEN MANGROVE FIELD

นานแสนนาน เราเคยมาลงเรือที่ปากน้ำประแสเพื่อไปเที่ยวเกาะมัน ชั่วขณะที่รอเรือก็มีโอกาสเดินเล่นใกล้ๆ จำได้ว่าประทับใจกับชุมชนเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่สองฟากถนนแคบๆ บ้านเรือนเป็นไม้แบบบ้านนอก ไม่ใช่ตึกแถว และนั่นก็เป็นความทรงจำที่อยู่ในใจมาตลอด ทุกวันนี้แม้จะมาระยองนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่เคยย่างกรายเข้ามาที่ประแสอีกเลย หนนี้แหละจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาสิว่า ประแสจะยังมีเสน่ห์ของชุมชนเล็กๆ เหลืออยู่อีกหรือไม่

แต่ก่อนจะเข้าไปที่ชุมชน ขอแวะไปเที่ยวแหล่งธรรมชาติที่ห้ามพลาดของประแสก่อน ซึ่งก็คือ “ทุ่งโปรงทอง” ป่าชายเลนผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของประเทศไทย ป่าชายเลนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนบ้านแสมภู่ ปากน้ำประแส อำเภอแกลง แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำประมงทำการเกษตรสวนผลไม้ ทำกันไปเรื่อยจนกระทั่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง โชคดีที่ชุมชนและเทศบาลตำบลปากน้ำประแสได้ร่วมใจกันพัฒนาป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดของระยอง ให้คืนความอุดมสมบูรณ์ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางขึ้นทุกที

เมื่อเลี้ยวเข้าประแสจากถนนสุขุมวิท ขับรถตามเส้นทางที่มีป้ายบอกตลอด ก็จะมาถึงที่จอดรถ จ่ายค่าฝากรถคันละ 20 บาท แล้วจะเดินไปหรือจะเลือกนั่งรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคนละ 5 บาท เพื่อไปยังจุดเริ่มต้นเดินก็ได้

NLP_2880

รถจะพาเรามาส่งปากทางสะพานเดินศึกษาธรรมชาติ หรือใครจะเลือกลงเรือชมธรรมชาติ ก็ลงที่นี่เช่นกัน สะพานศึกษาธรรมชาตินี้ยาวตลอดทางประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ผู้คนมักจะเลือกเดินไปถึงแค่จุดชมวิวทุ่งโปรงทอง แล้วก็เดินกลับ สะพานไม้ระแนงทอดยาวผ่านป่าชายเลนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ทั้งต้นแสม ตะบูนดำ ลำพูน โกงกาง โปรงแดง โปรงทอง เป็นที่อยู่อาศัย แหล่งหลบภัย และเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลน เช่น กุ้ง หอย ปูแสม ปูก้ามดาบ ปลาตีน

สะพานไม้ได้ลัดเลาะไปตามป่าโกงกางประมาณ 200 เมตร ก็จะทะลุออกมาเจอทุ่งโปรงทองที่เต็มไปด้วยต้นโปรงสีแดง (แต่ใบสีเหลืองอมเขียวอ่อน) ขึ้นเบียดกันเป็นพุ่มแน่นจนแทบไม่เห็นพื้นด้านล่าง เมื่อใบถูกแสงแดดจะสะท้อนสีเหลืองออกเสมือนทองงดงาม แม้ยามไม่มีแดด ด้วยปริมาณมากมายก็จะช่วยกันเปล่งประกายสีเหลืองออกมานวลตา ตอนนี้ที่จุดชมวิวมีการสร้างชานพักเพื่อให้หยุดชมวิว ถ่ายรูปกัน ซึ่งดีมาก เพราะสมัยที่มีชั้นเดียว แออัดมาก ที่ชั้น 2 มีเก้าอี้ให้นั่งชื่นชมวิวมากขึ้นด้วย ตรงนี้สามารถเห็นวิวได้รอบทิศ ถือเป็นจุดชมวิวที่สร้างความประทับใจให้กับแทบทุกคนที่มาเยือน

ถ้าใครเลือกเดินต่อก็จะพบกับป่าโกงกางอีกครั้ง แล้วก็จะถึงศาลเจ้าแสม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมาแต่โบราณ เดินต่อไปก็จะเจอศาลาพักชมวิว มองออกไปเห็นท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา แต่ถอยกลับมาก็จะมีทางเดินต่อไปจนถึงบริเวณที่ตั้งเรือรบหลวงประแส ซึ่งระหว่างทางยังมีสิ่งอัศจรรย์ทางธรรมชาติให้ค้นพบอีกหลายจุด หนึ่งในนั้นคือ ต้นแสมยักษ์ที่อายุอานามของมันเลยหลักร้อยไปไกล ตรงนี้ถือเป็นจุดหักเหของเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ก็ว่าได้ เพราะมันโผล่ขึ้นมาขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังลังเลว่าจะเดินหน้าไปเรือรบดี หรือถอยหลังกลับไปทุ่งโปรงทองดีหนอ

ประแส กระแสของความรัก 159

NLP_2807-2

BATTLESHIP TO REMEMBER

ไม่ไกลจากทุ่งโปรงคือ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ที่นำเรือรบปลดประจำการมาจอดบนบกไว้ให้เราขึ้นไปเดินดูได้อย่างสะดวกสบาย เรือลำนี้เป็นเรือรบหลวงประแส ลำที่ 2 หลังจากลำที่ 1 เกยตื้นที่ชายฝั่งประเทศเกาหลีเหนือในสมัยสงครามคาบสมุทรเกาหลี ต่อมาปี พ.ศ.2494 รัฐบาลไทยในยุคนั้นได้ติดต่อขอซื้อเรือลบลำที่ 2 มาจากสหรัฐอเมริกา (ลำแรกจากอังกฤษ) เรือรบหลวงประแสลำที 2 ผ่านปฏิบัติการมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการรบในคาบสมุทรเกาหลี ปฏิบัติการทางทะเลที่ญี่ปุ่น ปฏิบัติการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และรักษาอาณาเขตดินแดนอธิปไตยของประเทศ ด้วยการแล่นลาดตระเวนไปทั่วอ่าวไทย

กองทัพเรือได้ปลดระวางประจำการเรือหลวงประแสเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 แล้วเคลื่อนย้ายตัวเรือทั้งลำมาตั้งเป็นอนุสรณ์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จนปัจจุบันอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนชุมชนปากน้ำประแสต้องแวะมาชมความยิ่งใหญ่ของเรือหลวงประแสกันอย่างใกล้ชิด

l_7123_15319028601542372635

1479225704_5733

ALL IN PRASAE

ออกมาจากชมเรือรบ เราขับ The New Isuzu MU-X ตรงเข้ามาตรงถนนเล็กๆ ที่หมายตาไว้ จอดรถแล้วลงเดินจึงพบว่าสุดถนนนั้นคือตลาดซึ่งวายแล้ว มีแยกเล็กๆ ให้เดิน ซ้าย-ขวา ทางขวา มีร้านขายของจิปาถะและขายกะปิเปิดอยู่ เมื่อพูดคุยกับป้าเจ้าของร้านก็ชักชวนให้อยู่ต่อตามนิสัยเจ้าบ้านใจดี มาประแสแล้วไม่นอนโฮมสเตย์ที่นี่ได้ไง แล้วก็ชี้มือไปทั้งสองฟากถนน บอกว่าเดินไปอีกหน่อยก็มีให้เลือกหลายแห่ง แต่จะเอาที่ฮิตๆ กันก็ไปทางขวา “มีร้านกาแฟด้วย อยู่ริมน้ำ นั่งสบาย”

แม้ป้าจะบอกว่ารถแล่นได้ แต่ถนนแคบๆ แบบสวนรถกันลำบากแน่ แค่จอดรถพ่วงทิ้งไว้ ทำให้เราตัดสินใจขับรถย้อนมาถนนใหญ่ 4 เลนก่อนจะตัดลงหาทะเลอีกครั้งเพื่อมา มาหาสมุทร บูทีค โฮมสเตย์ ที่ปรับปรุงจากอดีตโรงงานแปรรูปแมงกะพรุน และบ้านของคหบดีเก่าของชุมชนให้กลายเป็นที่พักสุดน่ารัก มีที่พักไม่กี่ห้องให้จับจอง พร้อมร้านกาแฟชั้นดีจากนานาประเทศ ในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งที่ประแสนี้มีโฮมสเตย์อีกหลายแห่ง เช่น ชานสมุทร กุ๊กกิ๊ก บ้านก๋งจื้อ บ้านสุดสาคร บ้านชนะชล ฯลฯ เลือกได้ตามอัธยาศัย ส่วนมากให้อาหารเช้า แต่ไม่มีอาหารเย็นโฮมสเตย์มาหาสมุทรที่ฉันคิดว่าน่าจะเรียกว่ารีสอร์ทมากกว่า อยู่ปากทางเข้าชุมชนเก่า มีป้ายว่าตลาดเก่าสร้างโดดเด่นเป็นซุ้มประตู เดินไปตามถนนแคบๆ เรื่อยๆ ก็จะไปถึงตลาดขายของสด ระหว่างทางเดินมีของอร่อยประจำถิ่นขาย จังหวะดีก็ได้อุดหนุนกัน เพราะบางทีก็ไม่ได้เปิดขาย ชุมชนปากน้ำประแสนี้เป็นชุมชนริมแม่น้ำตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำนากุ้ง

NLP_2904

เลี้ยงปลาน้ำกร่อย มีท่าเรือประมงขนาดใหญ่ บริเวณปากแม่น้ำเป็นชุมชนหนาแน่น ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ทุกวันนี้คนในชุมชนประแสส่วนมากยังคงประกอบอาชีพประมงอยู่  ดังนั้นสินค้าขึ้นชื่อและของฝากจึงเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทะเล มีขายทั้งแบบสดๆ และแปรรูป เช่น กะปิ เคยแห้ง น้ำปลา ปลาตากแห้ง ปลาแดดเดียว และนอกจากอาหารทะเลแล้ว ยังมีชาใบขลู่และกางเกงเลที่เป็นสินค้าเด่นประจำตำบล

ดังนั้น ถ้าคุณอยากมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ขี่จักรยานหรือเดินเล่น อิ่มหนำสำราญกับอาหารทะเล อาหารพื้นบ้าน ปากน้ำประแสก็เป็นจุดหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เชิญมาใช้ชีวิตแบบเนิบนาบ ทำอะไรให้ช้าลง สัมผัสความสงบ ผ่อนคลาย ในวันที่แสนสบายได้อย่างอบอุ่นใจ และยังสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่่ต่างๆ ของปากน้ำประแส ซึ่งสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีด้วย

นอกจากนี้ตามโฮมสเตย์บางแห่งยังมีบริการพาไปเล่นน้ำที่เกาะมันกลางและมันใน รวมทั้งนั่งแพเปียก (ก้นแช่น้ำ) ไปชมวิว เล่นน้ำ ดูเหยี่ยว ชมอาทิตย์ตกดิน ซึ่งค่าบริการก็หลักร้อยต้นๆ

NLP_2974

YOM JINDA

ขับรถกลับเข้าเมืองระยอง ฉันเลือกจะไม่ไปแล่นบนถนนสุขุมวิท แต่ลัดเลาะไปตามถนนสายใน ใช้สะพานประแสสินข้ามแม่น้ำประแส ไปเจอถนนสายเฉลิมบูรพาชลทิตที่จะไปจันทบุรี แต่ฉันตัดออกอนุสาวรีย์สุนทรภู่ แหลมแม่พิมพ์ ผ่านเพ ก่อนจะออกถนนสุขุมวิทเข้าสู่อำเภอเมือง

ช่วงผ่านหาดแม่พิมพ์อันยาวเหยียด ฉันเห็นชาวบ้านเหวี่ยงแหจับอะไรสักอย่างอยู่ตรงใกล้หาดหลายคนทีเดียว จึงจอดรถลงไปดู เขากำลังจับตัวเคยกัน ซึ่งมีช่วงเวลาจับได้ปีละ 2 ครั้ง คือเข้าพรรษากับออกพรรษา

เคยคือกุ้งตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้จะโตเป็นกุ้งตัวใหญ่นะ เคย 3 กิโลกรัม ทำกะปิได้ 1 กิโลกรัม เคยสด 3 กิโลกรัม 100 บาท กะปิกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไปบนเส้นทางด้านในนี้มีร้านอาหารอร่อยที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีก็คือผัดไทยคุณไกร ขอแนะนำอีกร้าน ชื่อร้านมะละกอ ถ้าแล่นรถมาจากแม่พิมพ์จะเลยผัดไทยมาเจอโค้งซ้าย เลยโค้งไปนิดเดียว ร้านอยู่ทางขวา ขายสารพัดเมนูปลาอินทรีย์ในราคาเป็นมิตร รสชาติดี ส่วนที่ตลาดเพก็ของฝากเพียบ รู้จักกันดีอยู่แล้ว

ถนนยมจินดาที่ฉันมุ่งหน้ามานี้เป็นถนนสายแรกของระยอง ระยองนั้นเป็นหัวเมืองชั้นตรีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรป่าไม้ มีแม่น้ำระยองไหลผ่านใจกลางเมือง เจริญรุ่งเรืองจากธุรกิจอู่ต่อเรือ ชาวบ้านใช้แม่น้ำระยองเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคม และขนถ่ายสินค้าลงเรือสำเภาไปยังหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งลำเลียงเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

พระศรีสมุทรโภค (อิ่ม ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนสุดท้ายคือผู้ริเริ่มให้มีการตัดถนนขึ้นกลางเมือง พร้อมกับขนานนามว่าถนนยมจินดาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถนนยมจินดาก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองระยองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ชุมชน บ้านไม้ ย่านการค้าที่มีทั้งตลาดสด โรงหนัง ธนาคาร รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งบ้านเจ้าเมืองระยอง ต้นตระกูลยมจินดา แต่เมื่อผ่านกาลเวลามา บรรยากาศคึกคักของถนนเส้นนี้แทบไม่หลงเหลืออยู่ บ้านเรือนหลายหลังถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง หรือชำรุดทรุดโทรม ชาวชุมชนจึงตั้งชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองเก่าระยอง ร่วมมือกับเทศบาล ทำการฟื้นฟูย่านชุมชนเก่าแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และได้จัดเป็นถนนคนเดินในเทศกาลต่างๆ ติดตามตารางกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/YomjindaRoadRayong

NLP_2958

เรามาถึงถนนยมจินดาในวันธรรมดา บ้านเรือนโดยมากปิดประตู แต่ก็มีร้านค้าเปิดอยู่หลายแห่ง เจอร้านขายขนมหวานหลายหม้อมาก คนแวะมาอุดหนุนไม่สาย เขาขายขนมจีนน้ำยา ขนมจีนซาวน้ำด้วย ฉันอุดหนุนซาวน้ำ ในขณะที่ช่างภาพอุดหนุนไข่หวาน แล้วก็ไปเจอร้านทำกุยช่ายที่แค่เห็นคนนั่งหั่นกุยช่ายกับหัวไชเท้า เตรียมไว้ทำขายพรุ่งนี้ ก็เชื่อว่าต้องอร่อยแน่ๆ นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟเปิดอยู่ 3-4 ร้าน ที่ดังๆ ก็ร้านราย็อง มีร้านขายอาหารด้วยเดินไปเรื่อยๆ จะเจอบ้านสัตย์อุดม เป็นบ้านเดิมของขุนศรีอุทัยเขตร์ (โป๊ง สัตย์อุดม) เจ้าของโรงสี โรงหนัง และอู่ต่อเรือในอดีต ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองระยอง รวบรวมของเก่าของดีของเมืองระยอง จัดแสดงสิ่งของโบราณต่างๆ รวมไปถึงภาพถ่ายขาวดำที่สะท้อนภาพของคนเมืองระยองในอดีต เพชรา เชาวราษฎร์ ดารารุ่นลายครามเป็นสาวระยองนะ

NLP_2979

เดินไปอีกจะเจอบ้านเจ้าเมืองเก่าที่มีห้องแสดงของเก่าอยู่เพียบ ไม่รู้ว่าเปิดให้ชมหรือเปล่า เพราะที่นี่ใช้มุมหนึ่งเปิดเป็นร้านอาหารชื่อครัวคุณหมู ขายเฉพาะมื้อเย็น ฉันไปถึงเขายังไม่เปิดร้าน แต่ประตูรั้วแง้มไว้ เลยถือวิสาสะเดินเข้าไปดูบริเวณ ข่าวว่าอร่อยด้วย ต้องหาโอกาสไปชิม

ก่อนขับรถเข้ากรุงเทพ เราแวะไปกินข้าวที่ร้านในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่ป้ายชื่อร้านเล็กกว่าสโลแกน อาหารคือหลักฐานของความรัก  ร้านขนาดกะทัดรัด บรรยากาศกลางทุ่ง เย็นสบายดี ขายอาหารหลายอย่าง มีพิซซ่าเตาถ่านด้วย รสชาติอาหารดีทีเดียว เจ้าของร้านบอกว่ามีคนขับรถจากสัตหีบ พัทยา มากินที่ร้านบ่อยๆ ร้านนี้อยู่ในเขตอำเภอบ้านค่าย ริมถนนเลย ขากลับก็มาออกเส้นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ จะไปทะลุแถวๆโลตัสบ้านบึง

ใครที่คิดว่าชีวิตคือการเดินทาง ก็เดินทางไปเรื่อยๆ ค่อยๆเก็บรายละเอียดไป แล้วจะรู้ว่าความสุขมันไม่ได้หนีเราไปไหนเลย

แล้ว The New Isuzu MU-X ที่ขับสบาย สมรรถนะหายห่วง ทัศนวิสัยดีเยี่ยม แม้ฝนจะกระหน่ำส่งท้ายฤดู ก็พาเรากลับบ้านมาอย่างปลอดภัยเหมือนเคย

0 Comments

Leave a Comment